ทีมหลุมดำ..ทีมที่ดูดโค้ชเป็นว่าเล่น..เสร็จกันไปหลายต่อหลายรายแล้ว(สิงห์บูล)

ขณะที่ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ตัดสินใจลาไปคุมทีมยูเวนตุส การค้นหากุนซือเชลซีคนถัดไปก็ต้องเกิดขึ้น

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สิงห์บลูส์ต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมอีกครั้งภายใต้อำนาจของ ‘เสี่ยหมี’ โรมัน อบราโมวิช

นับตั้งแต่ที่เศรษฐีน้ำมันรายนี้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อเดือนมิถุนายน 2003 เผลอแปปเดียวก็ปาเข้าไป 16 ปีแล้ว และพวกเขาเปลี่ยนตัวกุนซือไปถึง 11 ครั้ง

สำหรับกุนซือคนที่ 12 จะเป็นใคร นั่นยังคงเป็นปริศนา

ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวปะปนกันไป เราจึงจะจัดอันดับกุนซือที่ผลงานห่วยไล่จนไปถึงดีที่สุด โดยวัดจากความสำเร็จที่กุนซือผู้นั้นบันดาลให้กับทีมในยุคของ โรมัน อบราโมวิช

 

11. อันเดร วิลลาส-โบอาส (2011/12)

ทุกคนคาดหมายว่า วิลาส-โบอาส จะเป็นผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของ โชเซ่ มูรินโญ่ กับเชลซี หลังเคยทำงานร่วมกันมาก่อนหลายปี

แต่น่าเศร้าที่หลายสิ่งหลายอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ โดยไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ใด ๆ และถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วยการคุมทีมเพียงปีเดียว

จากความพยายามในการขับแข้งอิทธิพลสูงออกจากทีม ทำให้แฟนบอลรวมถึงเหล่านักเตะเองไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว

จนถึงบัดนี้ วิลลาส-โบอาส เป็นกุนซือที่มีเปอร์เซ็นต์คว้าชัยน้อยที่สุดในยุคของ โรมัน อบราโมวิช ที่ 47.5%

10. หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ (2008/09)

เหมือนกับตอนที่ อันเดร วิลลาส-โบอาส เข้ามาคุมทีม มีความคาดหวังเกิดขึ้นมากมายในตัวของสโคลารี่ แต่สิ่งนั้นกลับมลายหายไปอย่างรวดเร็ว

อดีตกุนซือทีมชาติบราซิลและโปรตุเกสประสบความสำเร็จมากมายตลอดอาชีพ และช่วงแรกของเขากับเชลซีก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยพลังบวก กับไสตล์การเล่นเกมรุกที่อิสระและการเซ็นสัญญายอดแข้งอย่าง เดโก้

แต่เส้นทางของเขากับสโมสรกลับไม่ยาวนานนัก ถึงแม้จะพาทีมจบอันดับที่สามก็ตาม บวกกับความไม่เคยพอของเชลซีในการปั้นทีมลุ้นแชมป์

กับเหตุผลไล่ออกที่ว่า “ปัญหาในการสื่อสาร” ทำให้แฟนบอลกลับลืมเลือนไปว่าเคยมีกุนซือผู้นี้อยู่ข้างสนาม ที่มีเปอร์เซ็นต์คว้าชัยชนะเพียง 55.6%

9. เคลาดิโอ รานิเอรี่ (2000 – 2004)

‘นายช่าง’ เข้ามาคุมทีมก่อนที่เสี่ยหมีจะเทคโอเวอร์สโมสร โดยเจ้าตัวมีเวลพิสูจน์ตัวเองหนึ่งฤดูกาล และก็ตามคาด เขาถูกปลดเพราะพาทีมเป็นแชมป์ไม่ได้

ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของเขาคือการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับเลสเตอร์ แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่รานิเอรี่ทำให้กับเชลซีกลับออกดอกออกผลหลังจากที่เขาถูกปลด

นั่นคือการเซ็นสัญญาแข้งระดับตำนานอย่าง จอห์น เทอร์รี่ และ แฟรงค์ แลมพาร์ด

ถึงแม้จะไร้แชมป์ แต่พวกเขากลับจบอันดับที่สองในลีกโดยตามหลังเพียงแค่อาร์เซน่อลที่คว้าแชมป์แบบไร้พ่าย เช่นเดียวกับพาทีมไปถึงรอบรองชนะเลิศรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก

ถ้าเขามีเวลาทำทีมได้นานกว่านี้ ผลงานของเขาก็น่าจะออกมาดี แต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นเช่นนั้น โดยมีเปอร์เซ็นต์การชนะเพียงแค่ 53.8%

8. อัฟราม แกรนท์ (2007/08)

น่าประหลาดใจยามที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนซือเมื่อปี 2007 เพราะหลายคนยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามารับงานต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งทำผลงานอย่างสุดยอด

อัฟรามเป็นเพื่อนกับเสี่ยหมีและเคยนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรมาก่อน ก่อนที่จะรับเผือกร้อนใบนี้

ถึงแม้ว่าจะโนเนม แต่ผลงานกลับไม่เป็นเช่นนั้น โดยเกือบพาทีมคว้าสามแชมป์ แต่เหตุผลที่เขาโดนเด้งก็คือจากสามแชมป์นั้น เขาไม่สามารถคว้าได้เลยซักใบ

เชลซีพ่ายให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในเกมนัดชิงลีก คัพ ส่วนในลีก พวกเขาไล่บี้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาตลอด แต่กลับหมดแรงก่อนในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล

แต่ผลงานที่ดีที่สุดของเขาคือการพาทีมเข้ารอบชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกไปเจอกับปีศาจแดง แต่การที่ “เทอร์รี่ลื่น” ทำให้พวกเขาต้องชวดแชมป์อย่างน่าเสียดาย

แม้จะไร้ถ้วย แต่แกรนท์กลับมีเปอร์เซ็นต์คว้าชัยมากที่สุดในยุคของอบราโมวิชที่ 66.7%

7. ราฟาเอล เบนิเตซ (2012/13)

เบนิเตซอาจจะเป็นกุนซือที่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะจากที่เขาเคยคุมลิเวอร์พูลมาก่อน แต่ถ้าคุณเป็นคนนอกเข้ามาดูผลงานละก็ เขาก็ค่อนข้างทำได้ดีเลย

เขาไม่ได้มีทีมที่แข็งแกร่ง แต่ราฟาทำงานได้อย่างคงเส้นคงวา ถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่กุนซือในระยะยาวก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์ชนะที่ 58.3% น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีหากได้รับสัญญาระยะยาว

ยิ่งกว่านั้น ราฟายังคว้าแชมป์ให้กับทีมได้อีกต่างหาก โดยคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก และเป็นทีมเดียวที่คว้าแชมป์ยุโรปทั้งถ้วยใหญ่และเล็กได้สองฤดูกาลติดกัน

6. กุส ฮิดดิ้งค์ (2009, 2015/16)

กุส ทำงานกับเชลซีสองรอบในฐานะกุนซือขัดตาทัพ แต่มีเพียงสมัยเดียวที่ประสบความสำเร็จ

ในปีแรก 2009 เขาพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ และแพ้เพียงเกมเดียวจากทั้งหมด 22 นัด รวมถึงจบอันดับสองในพรีเมียร์ลีก

จากความสำเร็จดังกล่าวก็ทำให้แฟนบอลมีเสียงเรียกร้องต้องการให้เขาเข้ามาเป็นกุนซือถาวร แต่ฮิดดิ้งค์กลับเลือกที่จะไปคุมทีมในรัสเซียแทน

ในคำรพที่สอง ฮิดดิ้งค์ต้องดิ้นรนอย่างหนักในการขุดทีมอันดับที่ 16 ของตารางจนมาอยู่ในอันดับที่ 10 แต่นั่นก็ยังไม่ดีพอสำหรับเชลซี

ด้วยผลงานตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีกด้วยน้ำมือของเปแอสเช เช่นเดียวกับตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอฟเอ คัพ ทำให้เปอร์เซ็นต์คว้าชัยชนะของมีเพียง 53.1% ซึ่งน้อยที่สุดอันดับสองในยุคของอบราโมวิช

5. เมาริซิโอ ซาร์รี่ (2018/19)

เหยื่อรายล่าสุดของเจ้าของทีมจอมกินโค้ช ที่ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะทำผลงานได้อย่างสุดยอดขนาดไหน เขาก็อยากที่จะกลับไปคุมทีมในอิตาลี่มากกว่า

เช่นเดียวกับหลาย ๆ คน เขาเข้ามาพร้อมกับความคาดหวัง และสถาปนาฟุตบอลในระบบของตัวเองที่ชื่อว่า ‘ซาร์รี่บอล’ แต่การที่เขาไม่ใช้เด็กลงเล่น รวมถึงไม่มีแทคติคสำรอง ทำให้แฟนบอลหมดความอดทนอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้กระนั้น ซาร์รี่ก็ยังประสบความสำเร็จพอตัว จากการจบอันดับสามในลีก และคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกด้วยการเอาชนะอาร์เซน่อล รวมถึงเข้ารอบชิง ลีก คัพ ที่พ่ายแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ด้วยเปอร์เซ็นต์คว้าชัยชนะที่ 61% และพาทีมข้าชิงบอลถ้วยถึงสองรายการ ทำให้มีเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นว่า “หากเขาได้คุมทีมในระยะยาวจะเกิดอะไรขึ้น”

4. โรเบอร์โต้ ดิ มัตเตโอ (2012)

เขาคือผู้จัดการทีมเพียงคนเดียวที่พาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ถึงแม้เขาจะมีประสบการณ์น้อย แต่ ดิ มัตเตโอ ที่ทำงานเป็นผู้ช่วย วิลลาส-โบอาส ในขณะนั้น ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองได้สำเร็จ

สองประตูพลิกนรกกับนาโปลี, ชัยชนะเหนือ เบนฟิก้า, บาร์เซโลน่า, และ บาเยิร์น มิวนิค ที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ผลงานในลีกที่จบอันดับหกและเริ่มฤดูกาลใหม่ด้วยการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ด้วยตกรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้เวลาของเขากับสโมสรสิ้นสุดลง

ด้วยเปอร์เซ็นต์ชัยชนะที่ 57.1% ทำให้เขาอยู่ในระดับกลาง ๆ แต่การเป็นคนเดียวที่คว้าแชมเปี้ยนส์ ลีก นั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในยุคของอบราโมวิช

3. อันโตนิโอ คอนเต้ (2016-18)

เขาเป็นผู้กอบกู้ซากปรักหักพังที่เชลซีทำไว้เมื่อก่อนที่เขาจะเข้ามาคุมทีม ด้วยฤดูกาลที่จบอันดับที่ 10 เขาเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมจนขึ้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์อีกครั้ง

ถึงแม้จะเริ่มต้นได้อย่างเชื่องช้า คอนเต้พาทีมพลิกกลับมาคว้าชัย 13 นัดติดต่อกัน และในบั้นปลายก็พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาลแรก

คอนเต้สร้างสถิติคว้าชัย 30 นัดในหนึ่งฤดูกาล (ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้) ก่อนที่จะพาทีมเข้าชิง เอฟเอ คัพ วอ
ปีติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ความอดทนของเสี่ยมีขีดจำกัด เขาจัดการปลดคอนเต้ออกจากทีมหลังมือเปล่าในฤดูกาลที่สอง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายกับผลงานที่เขาทำให้กับทีม

และเปอร์เซ็นต์ชัยชนะที่เป็นรองเพียงอัฟรามที่ 65.1% รวมถึงจำนวนเกมที่มากกว่า จึงถือเป็นสถิติที่สวยหรูมากจริง ๆ

2. คาร์โล อันเชล็อตติ (2009-11)

เป็นอีกคนที่ยอดกุนซืออิตาเลี่ยนต้องตกเป็นเหยื่อ ‘ฤดูกาลที่สอง’ ของเสี่ยหมี หลังจากมือเปล่าในปีที่สองของการคุมทีม

กับเปอร์เซ็นต์คว้าชัยที่ 61.5% ‘พี่แจ้’ พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ในฤดูกาลแรกทั้งพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ พร้อมกับไสตล์การเล่นที่ดุดันที่สุดยุคหนึ่งของทีม

เชลซีมีเกมรุกที่ลื่นไหล ทำประตูมากที่สุดเป็นสถิติที่ 103 ลูก (ที่ต่อมาถูกทำลายโดยแมนเชสเตอร์ ซิตี้) พวกเขาถล่มประตูได้มากกว่า 7 ลูกในสี่เกมลีก รวมถึงเกมที่ถล่มวีแกน 8-0

โชคไม่ดีที่ฤดูกาลที่สอง พวกเขาเก็บแต้มได้เพียง 71 แต้ม ทำให้เวลาของเขาหมดลง

1. โชเซ่ มูรินโญ่ (2004-2007, 2013-15)

ถึงแม้ว่าจุดจบจากทั้งสองสมัยนั้นคือรอยร้าว แต่เขาก็ยังเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคของเสี่ยหมี

‘เดอะ สเปเชี่ยล วัน’ คือกุนซือที่แฟนเชลซีรักมากที่สุด กับสถิติคว้าชัย 63.6% รวมทั้งสองสมัย และผลงานคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และ เอฟเอ คัพ 1 สมัย

มูรินโญ่เป็นผู้ยกระดับทีมอย่างแท้จริงด้วยการครองฟุตบอลอังกฤษแต่เพียงผู้เดียว และสร้างชื่อเสียงในเวลทียุโรปได้กระฉ่อน

มูรินโญ่มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น, วาทะที่เฉียบแหลม นั่นก็ยิ่งทำให้เขาได้ใจจากแฟนบอลอย่างล้นปรี่

แน่นอนว่ามีช่วงเวลาที่ย่ำแย่จากทั้งสองสมัยในช่วงท้ายด้วยฟอร์มการเล่นและปัญหานอกสนาม แต่เมื่อดูภาพรวมแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือผู้นำพาความสำเร็จมาสู่ทีม

ไม่ว่าเขาจะเป็น ‘เดอ สเปเชี่ยล วัน’ หรือ ‘เดอะ แฮปปี้ วัน’ เขาก็คือกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งอย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรียบเรียง : https://casino.gclub18.com/

อ่านรายละเอียดต่อ : https://slot.gclub18.com/

goldenslot บริการใหม่ล่า สุดที่ถูกคัดสรรเกม สล็อตออนไลน์ และบริการ Golden Slot
คาสิโนออนไลน์ ระดับโลกมาให้คุณได้ร่วมสนุกกันแบบ ไร้ขีดจำกัด และลุ้นรางวัลแจ็คพ็อต มากว่าหนึ่งล้านบาท โปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก
Gclub18 เว็บgclubโปรโมชั่นดีๆ คุณสามารถเข้ามาใช้บริการของเราได้จากการดาวน์โหลดจีคลับโปรแกรมGclub
หรือเล่นผ่านเว็บไซต์ของเราโดยตรงที่เพิ่มความสะดวกให้ผู้สามารถเลือกเข้าใช้งานได้ทุกช่องทางเผื่อไว้ในกรณีที่ลิ้งค์ ทางเข้าจีคลับ Gclubเข้าไม่ได้
และเรามีบริการฟุตบอลออนไลน์ในแบบเวลาจริงสามารถ ล่นได้เกือบหมดเวลาในการแข่งขันของ แต่ละ แมทช์ ยังเลือกแทงได้หลายแบบ รูปแบบที่เล่นง่าย SBOBET นอกจากนั้น
สโบเบทเว็บพนันบอลออนไลน์ พนันกีฬา คาสิโนออนไลน์ บาคาร่าจีคลับ
สล็อตคาสิโน หวย อัตราต่อ รอง มีมาตรฐานมีผู้เล่น ในประเทศ ไทยอันดับ 1 กีฬาประเภทฟุตบอล นอกจากนั้น sbobet ยังมีกีฬาอื่นๆสมัคร จีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

มาทำความรู้จักกับเจ้าหนู“แดเนียล เจมส์”นักเตะใหม่ของปีศาจแดง!

อย่างที่สาวกปีศาจแดงได้ทราบกันดีถึงการที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เปิดตัวผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง”แดเนียล เจมส์” เข้ามาเสริมทัพเป็นรายแรกในซัมเมอร์นี้..

บางคนอาจจะรู้จักเขาคร่าวๆกันมาบ้างแล้วหรือบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ แต่หากเรามองย้อนกลับไปเมื่อสองซัมเมอร์ที่แล้ว ครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มรายนี้เคยจมปลักกับความผิดหวัง เมื่อถูกชรูว์สบิวรี ทาวน์สโมสรที่ยืมตัวเขามา ส่งตัวกลับไปสวอนซี ซิตี้ก่อนครบสัญญา ทั้งทีไม่ได้สัมผัสเกมในสนามกับทีมชุดใหญ่เลยแม้แต่นาทีเดียว! และนี่คือเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านจากชายผู้ทำให้ ชื่อของแดเนี่ยล เจมส์ต้องเลือนดับจากแสงสปอตไลท์ ก่อนที่วันนี้ทุกคนจะรู้จักเขาใหม่อีกครั้งในฐานะแข้งปีศาจแดง!

เรื่องราวความผิดหวังที่เขาต้องเผชิญ คงเป็นเรื่องที่เกินแรงจะยับยั้งเหมือนตอนที่เขากำลังกระชากบอลหนีแผงหลังในสนามไม่มีผิด ในช่วงต้นฤดูกาล 2018/19 เขาไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นแกนหลักในทีมชุดใหญ่ของสวอนซี ซิตี้ด้วยซ้ำ ก่อนที่โชคชะตาของเจ้าหนุ่มจากเวลส์จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ..

เมื่อช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม ดาวรุ่งจากทัพมังกรแดงเกือบได้สวมเสื้อลีดส์ ยูไนเต็ดอยู่แล้ว จากการที่สวอนซีตอบรับข้อเสนอจำนวน 10 ล้านปอนด์จากทัพยูงทอง พร้อมกับตรวจร่างกายเรียบร้อยเสร็จสับ ก่อนที่ไม่รู้อะไรไปสกิดหงส์ขาวให้กลับใจ ยกเลิกการยืนยันดังกล่าวแบบกระทันหันจนดีลพังครืนไปในที่สุด

ทว่าเขาได้อยู่ฝ่าฟันกับทีมไปต่อจนเสร็จสิ้นภารกิจ พร้อมปิดฉากซีซั่นนี้ในฐานะ “อาวุธชิ้นแรก”ในการเสริมทัพของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา แจ้งกำเนิดสู่โรงละครแห่งความฝันยุคใหม่..

แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะเกิดขึ้นเร็วจนเขาเองก็อาจจะรู้สึกตั้งตัวไม่ทัน เจมส์เพิ่งได้รับโอกาสประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ของเวลส์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนี้เอง หรือถ้าจะให้นับผลงาน ตัวเลขบอกเราว่าเขาเพิ่งได้ออกสตาร์ทในเกมลีกไปเพียงแค่ 7 หนเท่านั้น การเลี้ยงโซโล่เดี่ยวจากแดนตัวเองไปทำประตูใส่เบรนท์ฟอร์ดในเกมเอฟเอ คัพเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ไม่ต่างอะไรจากนักดนตรีที่กำลังโซโล่กีต้าร์ตัวโปรดของเขาอย่างเมามัน และมันก็เป็นประตูที่ช่วยยกระดับความสนใจในตัวเขาขึ้นมา พร้อมกับคำถามว่า ความเร็วนั้นมันคืออะไรกัน ?

ด้วยความเร็วระดับซุปเปอร์ที่เป็นจุดเด่น ทำให้เขาถูกเอาไปเปรียบเทียบกับ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ สตาร์จากปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่เจ้าตัวก็ยังถ่อมตัว ยืนยันยังห่างชั้นห่างกับดาวเตะทัพตราไก่อยู่หลายขุม

แต่เรื่องที่น่าสนใจในอดีตของเขากลับอยู่ในช่วงที่ถูก ชรูว์สบิวรี ทาวน์ยืมตัวใช้งาน รวมระยะเวลาได้เพียง 63 วันเท่านั้น ก่อนถูกส่งตัวกลับสวอนซี ทั้งๆที่ยังไม่เคยได้รับโอกาสลงสัมผัสเกมเลยด้วยซ้ำ

“มันกระทบจิตใจผมไม่น้อยเลย” แดเนี่ยล เจมส์ กล่าวเมื่อครั้งยังเล่นให้กับสโมสรจากลีกวัน

“เป็นความจริงที่โหดร้าย แต่มันก็ช่วยทำให้ผมหนักแน่นขึ้น เป็นประสบการณ์ที่ดีเชียวละ”

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่ชร็อปเชียร์ ? ความก้าวหน้าในวันนี้ของเจมส์จะเป็นความอับอายกลับไปหา พอล เฮิสท์ กุนซือ ชรูว์สบิวรี ณ ตอนนั้นหรือไม่? และความจริงของเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะซับซ้อนไม่น้อยเลยทีเดียว

อเล็กซ์ ร็อดแมนเพื่อนร่วมทีมของเจมส์ ณ ตอนนั้น ลงเล่นให้กับ ชรูว์สบิวรีไปถึง 55 นัดในปีนั้น ทำไปได้ 9 ประตู หนึ่งในนั้นยังเป็นประตูสำคัญในแมตช์เพล-ออฟที่เวมบลี่ย์อีกด้วย ร็อดแมนเป็นตัวเอกในหนังเรื่องนี้ และแน่นอนว่าไม่มีที่สำหรับตัวสำรองอย่าง แดเนี่ยล เจมส์ ที่กำลังรอโอกาสอย่างใจจดใจจ่อที่จะได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลประจำบ้านหลังใหม่แห่งนี้

“ผมไม่เคยเห็นความเร็วอะไร อะไรแบบนั้นมาก่อนเลย” ร็อดแมน กล่าวถึงเจมส์ผ่านสกาย สปอร์ตส

“เท่าที่ผมบอกได้คือ มันน่าทึ่งมาก! ผมจำได้ดีตอนเผชิญหน้ากับ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ในบอลถ้วย สมัยเขายังเป็นดาวรุ่งของอัลเดอร์ช็อต.. การออกตัวของเขามันเหลือเชื่อมาก ถึงแม้ว่าคุณจะรู้ดีว่าเขาต้องสปีดมาทางริมเส้นแน่ๆ และคุณจะต้องป้องกันด้วยการเว้นระยะเผื่อ แต่ยังไงซะเขาก็จะเบียดไหล่คุณและเอาชนะคุณได้อยู่ดี ไม่มีวิธีหยุดมันได้เลย และเจมส์ก็เป็นคนทำให้ผมนึกถึงภาพเหล่านั้นอยู่หน่อยๆนะ”

“มันช่างอันตรายและน่ากลัว ผมเห็นกับตามาแล้วในเกมของทีมสำรองที่เราพบกับวอลซอลล์ เขาไม่มีที่ติเลย ในช่วงฝึกซ้อมเขามักจะเล่นกับลูกบอลในแบบที่คนอื่นทำไม่ได้ นั่นคือเหตุผลเวลาแมนฯยูไนเต็ดตัดสินใจเลือกนักเตะสักคนจริงไหม? เพราะพวกเขาทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำไม่ได้ไงละ ถ้าเจมส์อยากจะวัดความเร็วหนึ่งต่อหนึ่งกับใครแล้วละก็ ผู้ชนะจะถูกตัดสินตั้งแต่แรกแล้วละ”

“ถ้าคุณมีทัศนคติเรื่องฟุตบอลที่ดี ประกอบกับเห็นศักยภาพที่เจมส์ได้แสดงออกมาในช่วงปีที่ผ่านมา คุณจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยที่แมนฯยูเลือกมาดึงตัวเขาไป ไม่แน่ผมอาจจะต้องดีใจกับเขาที่ถูกส่งตัวกลับไปในวันนั้น จนเขาได้รีดเอาฟอร์มเก่งออกมาชนิดที่ว่าถ้าเป็นปัจจุบัน คงเป็นผมเองต่างหากที่ต้องกระเด็นออกจากทีม”

(อเล็กซ์ ร็อดแมนสมัยลงเล่นให้ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ในนัดเพล-ออฟที่เวมบลี่ย์)

เจมส์รู้ตัวเองดีว่าสภาพร่างกายของเขาไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 100 เปอร์เซนต์ หลังเพิ่งผ่านการผ่าตัดไส้เลื่อนมาหมาดๆ ก่อนโยกมาเก็บเวลกับชรูว์สบิวรี

“ผมไม่คิดว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่ฟิตสมบูรณ์แบบที่คาดหวังไว้” เจมส์ กล่าว

หรือแม้แต่จากการที่ทั้งสองสโมสรสันนิษฐานความล้มเหลวของเจมส์ว่าอาจเกิดจากแนวทางการเล่นของชรูว์สบิวรีที่เน้นความดุดันและพละกำลังเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์สไตล์ของเจมส์เสียเท่าไหร่

“ทีมเราจะเน้นทักษะทางกายภาพเป็นหลัก” ร็อดแมน กล่าวเสริม

“ชรูว์สบิวรี่ในปีนั้นเป็นทีมที่ประกอบไปด้วยผู้เล่นที่ทั้งตัวใหญ่และแข็งแกร่ง.. ณ ตอนนั้นเจมส์อาจจะยังไม่พร้อมสำหรับการลงเล่นตัวจริงสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ ไม่มีใครผิดหรอก แค่เพียงโครงสร้างของทีมเรามันสร้างมาแบบนั้น ถ้าเขาอยู่ในทีมที่ใช่ เขาจะเป็นอาวุธทำลายล้างระดับอันตรายเลยละ”

แต่ปัญหาหลักจริงๆ คือเรื่องเงินต่างหาก การจะควักเงินซื้อผู้เล่นที่ไม่ได้เป็นแม้แต่ส่วนหนึ่งของทีมชุดใหญ่ดูจะเป็นอะไรที่เสี่ยงมากทีเดียว และชรูว์สบิวรี่เองก็เพิ่งจัดการเสริมทัพไปแล้วถึง 5 คน ประกอบกับช่วงนั้นที่พวกเขามีโอกาสในการเซ็นสัญญาคว้าตัว เบน ก็อดฟรีย์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งจอมขยันจากนอริช ซิตี้มาร่วมทีม

ในเมื่อสโมสรไม่สามารถทิ้งโอกาสในการดึงตัวก็อดฟรีย์ให้หลุดลอยไป และเงินที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอ หากไม่ปล่อยตัวที่มีอยู่ออกไป ทำให้ความซวยไปตกที่แดเนี่ยล เจมส์ที่ต้องเก็บกระเป๋ากลับต้นสังกัดเดิม ส่วนก็อดฟรีย์ ย้ายมาอยู่เป็นคีย์แมนในแดนกลางให้ชริว์สบิวรี่ พาทีมพลิกสถานการณ์จากการออกสตาร์ทเป็นตัวเต็งที่จะตกชั้น สู่การสร้างเซอร์ไพรซ์จบอันดับรองแชมป์บนตารางลีกวัน ก่อนที่ความพ่ายแพ้ในช่วงต่อเวลาพิเศษที่เวมบลี่ย์จะเป็นสิ่งเดียวที่ขีดกั้นพวกเขาสู่การเลื่อนชั้น

“ตอนนั้นเราต้องการผู้เล่นที่เข้ามาทำหน้าที่ในแผงมิดฟิลด์” ร็อดแมน กล่าว

“ทีมต้องการแรงเพรสซิ่งที่มากขึ้นกว่าเดิมในพื้นที่กลางสนาม และจากความสำเร็จที่พวกเรามี คุณจะบอกว่าเราตัดสินใจผิดไม่ได้หรอกนะ สโมสรไม่ได้ส่งตัวเขาคืนเพราะเจมส์คือเด็กไม่ดีหรือไม่เก่งพอ…ถ้าวันนั้นเขาได้อยู่ต่อ เขาก็คงเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่สำหรับเราไปแล้ว”

ทว่าเจมส์ ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้งอย่างรวดเร็ว การกลับมาครั้งนี้ไม่เสียเปล่า เขาเฉิดฉายเป็นดาวดวงเด่นให้กับสวอนซี ซิตี้นับตั้งแต่นั้นมา ทำประตูแรกให้ทีมชุดใหญ่ของสวอนซี เมื่อปีที่แล้วในถ้วย เอฟเอ คัพ ที่พบกับ น็อตต์ส เคาน์ตี้ จากนั้นก็กลายเป็นกำลังหลักของ “หงส์ขาว” โดยลงเล่นในลีกไป 33 นัด ทำได้ 4 ประตู

สำหรับร็อดแมนที่ปัจจุบันลงเล่นกับบริสตอล โรเวอร์ส บังเอิญได้มีโอกาสพบปะ อดีตเพื่อนเก่าอย่างแดเนียล เจมส์ในเกมฟุตบอลถ้วยเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วอีกด้วย

“ผมได้มีโอกาสคุยกับเขาหลังจบเกม เขามีความสุขกับการอยู่ที่นั่น”

“ตอนนี้เขาเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ในทีวีผมเห็นเขาลงเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า มันพิสูจน์ได้เลยว่าเขามาไกลแค่ไหน”

เจมส์สร้างชื่อให้ตัวเองกับสวอนซีมาแล้ว ต่อไปเขามีทดสอบที่รอเขาพิสูจน์ตัวเองอยู่อีกมาก แฟนผีไม่เหมือนแฟนทีมอื่นนะจะบอกให้ พวกเขาพร้อมหยิบยื่นกำลังใจและความกดดันมหาศาลมาสู่คุณได้ในคราวเดียวกัน

แน่นอนเจมส์คาดหวังที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง แต่ขอให้เขาได้คิดสักนิดว่าบางอย่างมันก็ต้องอาศัยเวลาค่อยเป็นค่อยไป ที่ผ่านมากราฟชีวิตเขาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นี่คือชีวิตใหม่ นี่คือพรีเมียร์ ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาเคยผ่านมา หากวันไหนสิ่งที่เขาคิดไว้ไม่เป็นดั่งใจ จงรำลึกย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว.. ว่าก่อนที่จะจุติเป็นปีศาจ เขายังเป็นเพียงส่วนเกินของชรูว์สบิวรี่ที่โค้ชไม่คิดเลือกใช้งานเลยด้วยซ้ำ นำมันกลับมาเตือนสติตัวเองและก้าวต่อไปอย่างแข็งแกร่ง เพราะตอนนี้นายไม่ใช่เด็กที่ถูกมองข้ามอีกแล้ว แต่นายคือ “แดเนี่ยล เจมส์”ตัวละครในโรงละครแห่งความฝันและความหวังใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรียบเรียง : https://casino.gclub18.com/

อ่านรายละเอียดต่อ : https://slot.gclub18.com/

goldenslot บริการใหม่ล่า สุดที่ถูกคัดสรรเกม สล็อตออนไลน์ และบริการ Golden Slot
คาสิโนออนไลน์ ระดับโลกมาให้คุณได้ร่วมสนุกกันแบบ ไร้ขีดจำกัด และลุ้นรางวัลแจ็คพ็อต มากว่าหนึ่งล้านบาท โปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก
Gclub18 เว็บgclubโปรโมชั่นดีๆ คุณสามารถเข้ามาใช้บริการของเราได้จากการดาวน์โหลดจีคลับโปรแกรมGclub
หรือเล่นผ่านเว็บไซต์ของเราโดยตรงที่เพิ่มความสะดวกให้ผู้สามารถเลือกเข้าใช้งานได้ทุกช่องทางเผื่อไว้ในกรณีที่ลิ้งค์ ทางเข้าจีคลับ Gclubเข้าไม่ได้
และเรามีบริการฟุตบอลออนไลน์ในแบบเวลาจริงสามารถ ล่นได้เกือบหมดเวลาในการแข่งขันของ แต่ละ แมทช์ ยังเลือกแทงได้หลายแบบ รูปแบบที่เล่นง่าย SBOBET นอกจากนั้น
สโบเบทเว็บพนันบอลออนไลน์ พนันกีฬา คาสิโนออนไลน์ บาคาร่าจีคลับ
สล็อตคาสิโน หวย อัตราต่อ รอง มีมาตรฐานมีผู้เล่น ในประเทศ ไทยอันดับ 1 กีฬาประเภทฟุตบอล นอกจากนั้น sbobet ยังมีกีฬาอื่นๆสมัคร จีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

ยักษ์เฝ้าประตูผีในตำนานกับ “ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล”ผู้ประสบความสำเร็จกับการเป็นผู้รักษาประตู

วันนี้จะพาท่านผู้อ่านมาชมประวัติของ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานผู้รักษาประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้างไปชมกันเลยครับ

นี่เป็นการซื้อตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งจ่ายเงินไปแค่ 550,000 ปอนด์ให้กับบรอนด์บี้เป็นค่าตัวสำหรับ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล นายทวารทีมชาติเดนมาร์กวัย 27 ปี ในเดือนสิงหาคม 1991

หลังจากนั้นเพียงปีเดียว ชไมเคิลก็พาทีมชาติของเขาพลิกล็อคคว้าถ้วยฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1992 ทั้งที่ทีมโคนมผ่านเข้ารอบมาด้วยสิทธิ์ไวด์การ์ดแทนที่ยูโกสลาเวียที่มีปัญหาเรื่องสงครามภายในประเทศ

ในนัดชิงชนะเลิศนั้น ชไมเคิลได้เซฟสำคัญๆ ไปถึง 2 ครั้ง หลังจากนั้นเขาก็ยืนเฝ้าเสาให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างเหนียวแน่น 8 ปีของการค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เต็มไปด้วยเหรียญรางวัลมากมาย ยูโรเปี้ยน คัพ, ซูเปอร์ คัพ, พรีเมียร์ ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย และลีก คัพ รวมไปถึงความสำเร็จในแชริตี้ ชิลด์ ด้วย

ชไมเคิลถือเป็นคนที่เอาชนะได้ยาก ด้วยความสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว ทำให้เขาสามารถป้องกันลูกยิงจากทุกทิศทางได้เป็นอย่างดี เขาจะยืนปักหลักรอจนกว่าคู่ต่อสู้จะสับไกยิง นอกจากนี้แล้วเขายังสร้างประโยชน์ให้กับทีมในแง่ของเกมรุกได้อีก ด้วยการขว้างบอลระยะ 50 หลาให้กับเพื่อนร่วมทีม แถมเขายังอันตรายในแดนหน้าด้วยเช่นกัน

เขาเคยยิงประตูในเวทียุโรปให้กับทีมปีศาจแดงมาแล้ว เป็นการโหม่งในเกมเหย้าที่พบกับโรเตอร์ โวลโกกราด ในยูฟ่า คัพ 1995-1996 ช่วยให้ทีมรักษาสถิติไม่แพ้ในเกมเหย้าในเกมยุโรปในตอนนั้นเอาไว้ได้

ชไมเคิลจากทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปในช่วงที่กำลังรุ่งโรจน์สุดๆ เขาได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมแทนที่ รอย คีน ที่ถูกแบนในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 1999 ที่คัมป์ นู เขาถือเป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเตะรุ่นหลัง ซึ่งหลังจากที่ออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชไมเคิ่ล ย้ายไปค้าแข้งกับสปอร์ติ้ง ลิสบอนในโปรตุเกสและกลับมาเล่นให้แอสตัน วิลล่าก่อนที่จะแขวนถุงมือกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งร่วมเมืองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2003

ทุกวันนี้เรายังเห็นเขาได้ที่เมืองแมนเชสเตอร์อยู่บ่อยๆ หลังทำหน้าที่เป็นทูตให้กับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนอกจากนี้เขายังมีลูกชายอย่าง แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ที่กำลังค้าแข้งอยู่กับเลสเตอร์ ซิตี้ในตอนนี้พร้อมกับเคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกตามรอยพ่ออีกด้วยในปี 2014

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรียบเรียง : https://casino.gclub18.com/

อ่านรายละเอียดต่อ : https://slot.gclub18.com/

goldenslot บริการใหม่ล่า สุดที่ถูกคัดสรรเกม สล็อตออนไลน์ และบริการ Golden Slot
คาสิโนออนไลน์ ระดับโลกมาให้คุณได้ร่วมสนุกกันแบบ ไร้ขีดจำกัด และลุ้นรางวัลแจ็คพ็อต มากว่าหนึ่งล้านบาท โปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก
Gclub18 เว็บgclubโปรโมชั่นดีๆ คุณสามารถเข้ามาใช้บริการของเราได้จากการดาวน์โหลดจีคลับโปรแกรมGclub
หรือเล่นผ่านเว็บไซต์ของเราโดยตรงที่เพิ่มความสะดวกให้ผู้สามารถเลือกเข้าใช้งานได้ทุกช่องทางเผื่อไว้ในกรณีที่ลิ้งค์ ทางเข้าจีคลับ Gclubเข้าไม่ได้
และเรามีบริการฟุตบอลออนไลน์ในแบบเวลาจริงสามารถ ล่นได้เกือบหมดเวลาในการแข่งขันของ แต่ละ แมทช์ ยังเลือกแทงได้หลายแบบ รูปแบบที่เล่นง่าย SBOBET นอกจากนั้น
สโบเบทเว็บพนันบอลออนไลน์ พนันกีฬา คาสิโนออนไลน์ บาคาร่าจีคลับ
สล็อตคาสิโน หวย อัตราต่อ รอง มีมาตรฐานมีผู้เล่น ในประเทศ ไทยอันดับ 1 กีฬาประเภทฟุตบอล นอกจากนั้น sbobet ยังมีกีฬาอื่นๆสมัคร จีคลับ ไม่มีขั้นต่ำ

1 2 3 4 220